วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

`เครื่องซักผ้า`แหล่งสะสมเชื้อโรค


ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า เผยเครื่องซักผ้าเป็นแหล่งสะสม และดึงดูดเชื้อโรคชั้นดี
          คลอเดียร์ โอเบอร์ราสเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า กล่าวว่า ภายหลังจากที่ซักผ้าเสร็จ ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะปิดฝาเครื่อง และฝาใส่ผงซักฟอกให้สนิท ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการกระทำที่ผิด เพราะหลังจากที่ซักผ้าเสร็จจะมีน้ำตกค้างอยู่ในเครื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรค และแบคทีเรียเกิดขึ้น
          ด้วยเหตุนี้เอง คลาวเดียร์จึงแนะนำว่าเวลาที่ใช้เครื่องซักผ้าเสร็จแล้วควรจะเปิดฝาเครื่องซักผ้า และช่องที่ใส่ผงซักฟอกทิ้งเอาไว้เพื่อให้ปราศจากความชื้น และไม่กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และแบคทีเรียต่าง ๆ อีกต่อไป
          ขณะที่ เบิร์น แกลซซี่ ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมทำความสะอาดเครื่องใช้ในบ้านและผลิตภันฑ์ความงามของเยอรมัน เสริมว่าควรจะดึงช่องใส่ผงซักฟอกออกมาจากตัวเครื่องบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อตรวจสอบดูว่าผงซักฟอกตกค้างอยู่ข้างในหรือไม่ ถ้าพบก็ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า เพราะผงซักฟอกเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย และเชื้อราเลยทีเดียว
          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ ๆ จะมีที่กรอง และรวบรวมเศษขยะที่ออกมาระหว่างซักผ้าเพื่อไม่ให้ไปตันในระบบน้ำของเครื่องซักผ้าอยู่แล้ว แต่เศษขยะเหล่านี้อาจจะหลุดรอดที่กรองออกมา และไปค้างอยู่ข้างหลังประตูเล็กๆบริเวณใต้เครื่องซักผ้าทางด้านซ้ายหรือขวา ซึ่งเราสามารถเปิดประตูเหล่านั้นและทำความสะอาดได้เพื่อไม่ให้กลายเป็นสวรรค์ของเชื้อโรคและแบคทีเรีย

ที่มา:http://www.thaihealth.or.th/
ภาพจาก:http://www.breeze.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เชื้อไวรัสอีโบลา

ภาพจาก : http://www.nigerianmonitor.com/
ลักษณะโรค : เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลันรุนแรงที่มีอัตราป่วยตายสูง เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus)และเชื้อไวรัสมาร์บูร์ก (Marburgvirus) 

อาการของโรค : ไข้สูงทันทีทันใด อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะมาก ตามด้วยอาการเจ็บคอ อาเจียน
ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว (maculopapular rash) ในรายที่รุนแรงหรือในบางรายที่เสียชีวิต อาการเลือดออกง่ายมักเกิดร่วมกับภาวะตับถูกทำลาย ไตวายอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง และช็อก โดยอวัยวะหลายระบบเสื่อมหน้าที่

ระยะฟักตัวของโรค : ประมาณ 2 - 21 วัน

การวินิจฉัยโรค : อาจใช้วิธี RT-PCR หรือการตรวจหาแอนติเจนโดยวิธี ELISA ในตัวอย่างเลือด นํ้าเหลือง หรือ
จากอวัยวะ การวินิจฉัยมักจะเป็นการตรวจผสมผสานระหว่างการตรวจหาแอนติเจนหรือ RNA ร่วมกับหาแอนติบอดี IgM หรือ IgG (การตรวจพบแอนติบอดี IgMแสดงให้เห็นว่าเพิ่งพบการติดเชื้อไม่นานมานี้) การแยกเชื้อไวรัสโดยการเพาะเชื้อ หรือการเลี้ยงในหนูตะเภาต้องทำให้ในห้องทดลองที่มีการป้องกันอันตรายระดับสูงสุด (BSL-4) การตรวจด้วยวิธี ELISA จะใช้เพื่อตรวจหาความเฉพาะเจาะจงกับแอนติเจนชนิด IgM และ IgG ในนํ้าเหลือง (serum) ของผู้ป่วย บางครั้งอาจตรวจพบเชื้อได้จากการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในชื้นเนื้อจากตับ ม้าม ผิวหนัง หรืออวัยวะอื่นๆ การชันสูตรศพโดยการตรวจชื้นเนื้อ (Formalin-fi xed skin biopsy)หรือการผ่าศพพิสูจน์ด้วยการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือองค์ประกอบทางเคมีของเซลล์และเนื้อเยื่อสามารถทำได้การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี IFA เพื่อหาแอนติบอดี มักทำให้แปลผลผิดพลาด โดยเฉพาะในการตรวจนํ้าเหลืองเพื่อดูการติดเชื้อในอดีต เนื่องจากโรคนี้มีอันตรายต่อมนุษย์สูงมากดังนั้นการตรวจและศึกษาทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ กระทำได้เฉพาะในระบบป้องกันอันตรายที่อาจเกิดแกผู่ป้ ฏิบัติงาน รวมทั้งชุมชนในระดับสูงสุด (BSL ระดับ 4)

การรักษา : ไม่มีการรักษาจำเพาะ ในรายที่มีอาการรุนแรงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ให้สารนํ้าอย่างเพียงพอ

การแพร่ติดต่อโรค : การติดเชื้อไวรัสอีโบลาของคน เกิดขึ้นจากสาเหตุ ดังนี้
     ในทวีปแอฟริกา เกิดขณะจัดการหรือชำแหละสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตายในป่าที่มีฝนตกชุก
     สำหรับไวรัสอีโบลา สายพันธุ์เรสตัน จะพบการติดต่อสู่คน โดยการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือเครื่องในของลิง cynomolgus ที่ติดเชื้อ และยังไม่พบรายงานจากการติดเชื้อผ่านทางละอองฝอยที่ลอยในอากาศการติดต่อจากคนสู่คน เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือดที่ติดเชื้อ สารคัดหลั่ง อวัยวะ หรือนํ้าอสุจินอกจากนี้การติดเชื้อในโรงพยาบาลก็พบได้บ่อยผ่านทางเข็มและหลอดฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อ

มาตรการป้องกันโรค : ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับทั้งไวรัสอีโบลาหรือมาร์บูร์กควรป้องกันการมีเพศสัมพันธ์หลังการเจ็บป่วยเป็นเวลา 3 เดือน หรือจนกระทั่งตรวจไม่พบไวรัสในนํ้าอสุจิ

มาตรการควบคุมการระบาด : แยกผู้ป่วยสงสัยจากผู้ป่วยอื่นๆ และเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิด ใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อในสถานพยาบาลอย่างเข้มงวด รวมถึงดำเนินการให้ความรู้แก่ชุมชนอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว